
Brain Fog หรือภาวะสมองล้า เป็นคำที่ใช้เรียกอาการต่าง ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการรับรู้ความเข้าใจ และกระบวนการทางความคิดที่ไม่เหมาะสมกับช่วงอายุของบุคคล ส่งผลต่อความสามารถในการจดจ่อ สมาธิ ความจำ และทักษะการคิดเชิงบริหาร เช่น การวางแผน การจัดระเบียบ การตัดสินใจ เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้ทำให้เกิดความยากลำบากในการใช้ความคิด การประมวลผล การเรียนรู้ การจัดเก็บข้อมูล และการทำกิจกรรมการดำเนินชีวิต รวมไปถึงการทำงานอีกด้วย ผู้ที่มีภาวะนี้จะมีความรู้สึกคล้ายมีหมอกอยู่ในสมอง จึงเรียกภาวะนี้ว่า Brain Fog (1, 2, 3) อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุดังนี้ (2, 4)
ปัญหาการนอนหลับไม่เพียงพอ: เมื่อสมองเกิดความเหนื่อยล้า และได้รับการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของสมองลดน้อยลง
สุขภาวะทางจิตใจ: ความวิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า ความเครียด เกิดขึ้นเมื่อระดับของสารสื่อประสาทบางชนิด เช่น เซโรโทนิน ไม่เพียงพอ อาจส่งผลต่อการรับรู้และสุขภาวะทางจิตใจ นำไปสู่ภาวะสมองล้าได้
ปัญหาโภชนาการ: การขาดวิตามิน เช่น วิตามินบี 12 หรือวิตามินดีในระดับต่ำ หากไม่มีสารอาหารในระดับที่เหมาะสม สมองจะมีความสามารถในการประมวลผลข้อมูลได้น้อยลง
ความผิดปกติของระบบภูมิต้านทาน: โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (Multiple Sclerosis) โรคแพ้ภูมิตนเอง (Lupus) เป็นรอยโรคที่ขัดขวางการทำงานของสมอง ส่งผลให้สมองทำงานได้ไม่เต็มความสามารถ
โรคเบาหวานและภาวะระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ: หากร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงหรือต่ำจนเกินไป อาจส่งผลต่อความสามารถในการทำงานของสมอง
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน: การเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนระหว่างตั้งครรภ์หรือวัยหมดประจำเดือน และความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ ฮอร์โมนเกี่ยวข้องกับกระบวนการต่าง ๆ ของร่างกาย รวมถึงการรับรู้ด้วย ดังนั้นเมื่อระดับของฮอร์โมนเปลี่ยนไปอาจมีผลต่อการทำงานของสมอง
ความดันโลหิตสูง: ภาวะความดันโลหิตสูงทำให้มีประสิทธิภาพในการลำเลียงเลือด ออกซิเจน และสารอาหารที่มีอยู่ไปยังเซลล์ในสมองได้น้อยลง เมื่อสมองถูกใช้งานอย่างหนักส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานลดน้อยลง
การติดเชื้อไวรัส: การติดเชื้อไวรัส เช่น โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) และเอชไอวี การอักเสบจากการติดเชื้อไวรัสสามารถขัดขวางการทำงานของสมอง
ผลข้างเคียงจากยา: ยาบางประเภทสามารถส่งผลให้เกิดภาวะสมองล้าได้ เช่น การให้ยาเคมีบำบัด ยาแก้แพ้ ยาลดความดันโลหิต ยาต้านความวิตกกังวล และยาแก้อาการคลื่นไส้ เป็นต้น เนื่องจากยาดังกล่าวมีผลต่อระดับความตื่นตัว
จากสาเหตุดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถส่งผลให้เกิดอาการ Brain Fog หรือภาวะสมองล้า โดยในแต่ละคนอาจมีอาการที่แตกต่างกันไป โดยสามารถสังเกตอาการต่าง ๆ ได้ดังนี้ (2, 4)
ปัญหาในการคงความสนใจ ขาดสมาธิจดจ่อ: มีความยากลำบากในการจดจ่อกับการทำกิจกรรม มีช่วงความสนใจในการทำกิจกรรมต่าง ๆ น้อยลง ส่งผลให้ทำงานเสร็จได้ช้าลง
สับสน: มีปัญหาในการรับรู้สภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น ไม่รับรู้วัน เวลา สถานที่ เป็นต้น และมีความคิดไม่เป็นระบบอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานได้
ความเหนื่อยล้าทางร่างกาย: รู้สึกเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า เซื่องซึมลง การตอบสนองต่อสิ่งเร้าหรือสิ่งกระตุ้นลดลง ส่งผลให้เกิดการลดลงของทักษะการรับรู้ทางการมองเห็น เป็นอุปสรรคในการทำงาน ความระมัดระวังลดลง และเกิดความง่วงนอนตามมา (5)
การหลงลืม: มีปัญหาด้านความจำ หลงลืมสิ่งที่เพิ่งกระทำไป ซึ่งส่งผลต่อความสามารถในการรับคำสั่งในการทำงาน หลงลืมขั้นตอนในการปฏิบัติงานได้
สูญเสียชุดความคิดเชื่อมโยง: ไม่สามารถใช้ความคิดในการทำงานได้ต่อเนื่อง ชุดความคิดขาดหายไป ถูกรบกวนการทำงานได้ง่าย
ความเหนื่อยล้าทางจิตใจ: กังวล ซึมเศร้า เครียด อาจเกิดจากการทำงานของสมองที่มากเกินไปโดยไม่ได้มีการพักผ่อนที่เหมาะสม ส่งผลให้ความสามารถในการคิด แก้ไขปัญหา และการควบคุมอารมณ์ทำได้ไม่ดี (6)
มีปัญหาในการสื่อสาร: มีการใช้คำหรือประโยคไม่ถูกต้องขณะพูดคุยสื่อสาร มีความยากลำบากในการคิดคำ รวมถึงความสามารถในการเข้าใจความหมายจากสิ่งที่รับฟัง
คิดช้า ตอบสนองช้า: มีความยากลำบากในการใช้ความคิด การประมวลผล ส่งผลให้ความสามารถในการการตอบสนองต่อสิ่งต่าง ๆ ทำได้ช้าลง
อาการแสดงของผู้ที่มีภาวะสมองล้า มีความแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล หากส่งผลต่อการทำงานควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเพื่อประเมินอาการและรับการรักษาอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังมีเทคนิคที่ช่วยผ่อนคลายและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสมองเบื้องต้นมาแนะนำ ดังนี้

เทคนิคการสแกนร่างกาย (Body scan) เทคนิคนี้ผสมผสานการเน้นลมหายใจเข้ากับการผ่อนคลายกล้ามเนื้ออย่างต่อเนื่อง หลังจากหายใจเข้าลึกๆ ประมาณ 2-3 นาที จะใช้การมุ่งความสนใจไปที่อวัยวะของร่างกายแต่ละส่วนตั้งแต่ปลายเท้าไล่ขึ้นมาจนถึงศีรษะ ร่วมกับการหายใจเข้าออก เทคนิคนี้สามารถช่วยเพิ่มความตระหนักรู้เกี่ยวกับการเชื่อมโยงระหว่างร่างกายและจิตใจ ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายมากขึ้น (7)
เทคนิคการออกกำลังกายลดความเครียด (Exercise for stress relief ) การออกกำลังกายแบบแอโรบิค เป็นการออกกำลังกายเพื่อเพิ่มอัตราการหายใจและการเต้นของหัวใจในการสูบฉีดเลือดที่มีออกซิเจนไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย จากการศึกษาพบว่า การออกกำลังกายแบบแอโรบิคเป็นระยะเวลา 20-30 นาที ช่วยให้ร่างกายจัดการกับความเครียดได้ดีขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ส่งผลต่อสารสื่อประสาทในสมอง เช่น โดปามีน และเซโรโทนิน ส่งผลต่ออารมณ์และพฤติกรรมที่ดีขึ้น เมื่อความเครียดลดลงประสิทธิภาพการทำงานของสมองก็ดีขึ้นตามไปด้วย (8)
เทคนิคการฟังเพลงผ่อนคลาย (Relaxing Music) จากการศึกษาพบว่าการฟังเพลงบรรเลงจังหวะบีท 60-80 ครั้งต่อนาที ที่ระดับเสียง 40 เดซิเบล ช่วยให้คลายความเหนื่อยล้าทางจิตใจ ลดความฟุ้งซ่าน วิตกกังวล หงุดหงิด ง่วงนอน และความไม่มั่นใจได้ (9)
เทคนิค 4P สงวนพลังงาน เพื่อการรักษาพลังงาน ให้สามารถทำกิจกรรมได้โดยไม่เกิดความล้าของสมอง
เทคนิคลดความหนักด้านสมาธิจดจ่อ (Reduce the Attention Load) เน้นการกำจัดสิ่งเร้า เช่น จัดโต๊ะทำงานให้อยู่ในมุมที่เงียบ ไม่มีเสียงรบกวน การแบ่งงานเป็นขั้นตอนย่อย และทำทีละขั้นตอน การให้ความสนใจกับการทำงานทีละอย่าง และควรพักเมื่อการทำงานถูกรบกวน
กลยุทธ์เพิ่มทักษะการคิดเชิงบริหาร (Executive Function Strategies) หากเกิดความเหนื่อยล้าในการทำงาน อาจใช้ตัวช่วยความจำอื่น ๆ เช่น ใช้การแจ้งเตือนหรือบันทึกความจำจากโทรศัพฺท์ เป็นต้น การแบ่งงานและตั้งเป้าหมายย่อย ๆ ก่อนลงมือทำ การให้รางวัลตนเองเพื่อสร้างแรงจูงใจในการทำงาน การตรวจสอบความก้าวหน้าในการทำงาน รวมถึงการทำแผนในการทำงานเพื่อให้การทำงานมีเป้าหมายมากขึ้น
นอกจากเทคนิคในการผ่อนคลายสมองข้างต้นแล้ว การที่จะช่วยให้สมองมีความพร้อมในการทำงานมากขึ้นอาจต้องมองปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การพักผ่อนนอนหลับให้เพียงพอ ทำให้สมองได้มีการพักอย่างเต็มที่ช่วยให้การทำงานของสมองมีประสิทธิภาพมากขึ้น การเลือกรับประทานอาหารที่มีสาอาหารที่ครบถ้วน จะช่วยให้สมองได้รับการบำรุงด้วยสารอาหารที่เหมาะสม รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตให้มีความสมดุล และที่สำคัญหมั่นตรวจเช็คร่างกายและความสามารถในการทำงานของสมองของตนเอง หากพบว่ามีความผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรับคำแนะนำและการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป

ขอขอบคุณข้อมูลดี ๆ จาก : คณะกายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยมหิดล
สงวนลิขสิทธิ์ พ.ศ.2565 สำนักพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีการสหกรณ์
Copyright All Reseve 2022 Cooperative Technology Transfer and Development Office
Picture Icons & Symbols จากเว็บไซต์ Pixabay.com, Freepik.com, Flation.com, Canva.com